คู่มือท่องเที่ยว
คู่มือเตรียมตัวเที่ยวอุทยานย่าติง
ย่าติง แดนสวรรค์บนดินที่ใครไปก็หลงรัก แต่ความสูงกว่า 4,000 เมตรไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เช็กให้ครบก่อนไป ทั้งเส้นทางเดิน สภาพอากาศ อาการแพ้ความสูง และของที่ต้องแพ็ก เตรียมพร้อมวันนี้ เที่ยวได้เต็มที่ไม่มีสะดุด

อุทยานย่าติง (Daocheng Yading) – ดินแดนสวรรค์แห่งสุดท้ายของโลก
อุทยานย่าติง หรือ Daocheng Yading Scenic Area (稻城亚丁) ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองกานจือ มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ได้รับการขนานนามว่า "The Last Shangri-La" หรือ "แชงกรีล่าแห่งสุดท้ายของโลก" ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วยยอดเขาหิมะ ทะเลสาบสีฟ้าใส ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และป่าสนโบราณที่ยังคงความสมบูรณ์อย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดของประเทศจีน
อุทยานแห่งนี้มีระดับความสูงตั้งแต่ประมาณ 2,900 - 6,032 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เป็นหนึ่งในอุทยานที่มีความสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินป่า ช่างภาพ และผู้ที่รักธรรมชาติจากทั่วโลก ด้วยทิวทัศน์อันตระการตาของภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ และทะเลสาบสีมรกตที่สวยงามราวกับภาพวาด
อุทยานนี้มีความสำคัญทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกจากงานเขียนของ Joseph Rock นักสำรวจชาวออสเตรีย-อเมริกัน ซึ่งเดินทางมายังภูมิภาคนี้ในปี ค.ศ. 1928 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายศตวรรษ ย่าติงถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวพุทธทิเบต ชื่อ “ย่าติง” มีความหมายในภาษาทิเบตเกี่ยวกับการ “หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์” สะท้อนถึงดินแดนที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและความศักดิ์สิทธิ์
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ย่าติงมีความพิเศษคือ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม ซึ่งชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นร่างอวตารหรือสัญลักษณ์ทางกายภาพของพระโพธิสัตว์และเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์แต่ละองค์ ด้วยความเชื่อนี้ ทำให้ภูเขาทั้งสามได้รับการเคารพอย่างสูง และมีผู้แสวงบุญเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสักการะและเดินจาริกโดยรอบภูเขา
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งย่าติง
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามไม่ได้เป็นเพียงยอดเขาที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติ แต่ยังมีความหมายทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง โดยแต่ละยอดเขาเป็นตัวแทนของคุณธรรมสำคัญในพุทธศาสนา ได้แก่ ความเมตตา ปัญญา และพลัง ทั้งสามยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี และมีทะเลสาบใสราวกระจกอยู่บริเวณเชิงเขา ซึ่งตามความเชื่อท้องถิ่นกล่าวว่าเป็นสถานที่ที่เหล่านางฟ้าหรือนางพรายแห่งผืนป่าใช้เป็นกระจกสะท้อนความงาม
- เซียนหน่ายรื่อ (Xiannairi / Chenrezig) สูงประมาณ 6,032 เมตร - ถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในบรรดาภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม และเป็นตัวแทนของ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์แห่งความเมตตา ชาวพุทธทิเบตเชื่อว่าการได้มองเห็นหรือเดินจาริกโดยรอบภูเขาเซียนหน่ายรื่อจะนำมาซึ่งพรและการคุ้มครอง อีกทั้งยังเป็นสิริมงคลในการบ่มเพาะจิตใจให้เปี่ยมด้วยความเมตตา
- หยางม่ายหยง (Jambeyang / Mt. Yang Maiyong) สูงประมาณ 5,958 - 6,033 เมตร - เป็นตัวแทนของ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์แห่งปัญญา รูปทรงของภูเขาที่สง่างาม ประกอบกับทะเลสาบอัลไพน์ที่อยู่บริเวณเชิงเขา ทำให้เกิดทิวทัศน์อันงดงาม โดยเฉพาะเมื่อยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะสะท้อนลงบนผิวน้ำ ตามความเชื่อ ภูเขาแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่รู้แจ้ง และดึงดูดผู้แสวงบุญที่ต้องการขอพรให้มีสติปัญญา ความชัดเจน และความเข้าใจในการดำเนินชีวิต
- เซี่ยนหนัวตัวจี๋ (Chanadorje / Mt. Xia Nuo Duo Ji) สูงประมาณ 5,958 เมตร - เป็นตัวแทนของ พระวัชรปาณีโพธิสัตว์แห่งพลัง โดดเด่นด้วยรูปทรงยอดเขาที่แหลมคมและแข็งแกร่ง สื่อถึงพลัง ความกล้าหาญ และความสามารถในการเอาชนะอุปสรรค ตามคติความเชื่อของชาวพุทธทิเบต ภูเขาแห่งนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของพลังอันมั่นคงและธรรมะที่ไม่อาจทำลายได้
เมื่อรวมกันแล้ว ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามจึงไม่ได้เป็นเพียงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ แต่ยังเปรียบเสมือน เสาหลักทางจิตวิญญาณของย่าติง ที่สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของ ความเมตตา ปัญญา และพลัง ทำให้การเดินทางมายังย่าติงเป็นมากกว่าการชมวิวธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการสัมผัสวัฒนธรรม ความศรัทธา และวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน
เส้นทางเดินเที่ยวภายในอุทยานย่าติง (Yading)
เมื่อเดินทางมาถึง อุทยานย่าติง (Daocheng Yading National Nature Reserve) แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเส้นทางท่องเที่ยวได้ 2 รูทหลัก ได้แก่ รูทสั้น (Short Route) และ รูทยาว (Long Route) ซึ่งมีระยะทาง ระดับความสูง และความยากแตกต่างกัน โดยทั้งสองเส้นทางจะพาคุณไปสัมผัสความงดงามของ "สามขุนเขาศักดิ์สิทธิ์" และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของที่ราบสูงทิเบตในมุมมองที่ต่างกัน
รูทสั้น (Short Route) : วัดชงกู่ – ทะเลสาบไข่มุก
เส้นทาง
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว → รถบัสอุทยาน → จ๋าก้วนเปิง (Zhaguanbeng) → วัดชงกู่ (Chonggu Monastery) → ทุ่งหญ้าชงกู่ → ทะเลสาบไข่มุก (Pearl Lake) → เดินกลับเส้นทางเดิม
ข้อมูลเส้นทาง
- ระยะทางเดินประมาณ 3-4 กิโลเมตร
- ใช้เวลาเดินประมาณ 2-4 ชั่วโมง
- ระดับความสูงประมาณ 3,900-4,100 เมตร
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
วัดชงกู่ (Chonggu Monastery)
วัดพุทธแบบทิเบตเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาเซียนหน่ายรื่อ (Xiannairi) หนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของย่าติง เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมและจุดเริ่มต้นของทุกเส้นทางภายในอุทยาน
ทะเลสาบไข่มุก (Pearl Lake / 珍珠海)
ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่เชิงเขาเซียนหน่ายรื่อ เมื่ออากาศแจ่มใสจะสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของยอดเขาหิมะบนผิวน้ำได้อย่างสวยงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของอุทยานย่าติง
รูทยาว (Long Route) : ทุ่งหญ้าลั่วหรง – ทะเลสาบน้ำนม – ทะเลสาบห้าสี
เส้นทาง
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว → รถบัสอุทยาน → วัดชงกู่ → รถไฟฟ้าภายในอุทยาน → ทุ่งหญ้าลั่วหรง (Luorong Pasture) → ทะเลสาบน้ำนม (Milk Lake) → ทะเลสาบห้าสี (Five Color Lake) → เดินกลับเส้นทางเดิม
ข้อมูลเส้นทาง
- ระยะทางเดินประมาณ 10-11 กิโลเมตร
- ใช้เวลาเดินประมาณ 6-8 ชั่วโมง
- ระดับความสูงสูงสุดประมาณ 4,700 เมตร
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
ทุ่งหญ้าลั่วหรง (Luorong Pasture)
ทุ่งหญ้าอัลไพน์ขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามยอด เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภูเขาเซียนหน่ายรื่อ (Xiannairi), หยางม่ายหยง (Yangmaiyong) และเซี่ยนหนัวตัวจี๋ (Xianuoduoji) ได้พร้อมกันในมุมเดียว
ทะเลสาบน้ำนม (Milk Lake / 牛奶海)
ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 4,500 เมตร โดดเด่นด้วยขอบทะเลสาบสีขาวคล้ายน้ำนม จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานย่าติงและเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากมาสัมผัสด้วยตาตนเอง
ทะเลสาบห้าสี (Five Color Lake / 五色海)
ทะเลสาบที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในอุทยาน ด้วยระดับความสูงประมาณ 4,700 เมตร น้ำในทะเลสาบจะสะท้อนสีสันแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของวันและสภาพอากาศ จนได้รับชื่อว่า "ทะเลสาบห้าสี" และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตในพื้นที่
อาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness: AMS)
คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเมื่อขึ้นไปอยู่ในพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่สูงกว่า 2,500 เมตรขึ้นไป เนื่องจากอากาศเบาบางและมีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่าพื้นที่ราบ
อาการแพ้ความสูงที่พบบ่อย
อาการมักเริ่มเกิดภายใน 6-24 ชั่วโมงหลังขึ้นสู่พื้นที่สูง ได้แก่
- ปวดศีรษะ
- เวียนศีรษะ มึนงง
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- หายใจเร็วหรือหอบเมื่อออกแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท
- หัวใจเต้นเร็ว
อาการรุนแรงที่ต้องรีบแจ้งไกด์หรือพบแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ควรหยุดเดินและรีบลงสู่พื้นที่ต่ำทันที
- หายใจลำบากแม้ขณะพัก
- เดินเซ ทรงตัวไม่ได้
- สับสน พูดไม่ชัด
- แน่นหน้าอก
- ไอรุนแรงหรือมีเสมหะเป็นฟอง
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น?
อาการแพ้ความสูงสามารถเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม การออกกำลังกายเก่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็น เพราะสาเหตุหลักคือการปรับตัวของร่างกายต่อระดับออกซิเจนที่ลดลง
วิธีป้องกันเบื้องต้น
- พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง
- ดื่มน้ำบ่อย ๆ วันละ 2-3 ลิตร
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการวิ่งหรือออกแรงหนักในวันแรก
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
- พกออกซิเจนกระป๋องหรือออกซิเจนพกพา
- หากมีประวัติแพ้ความสูง ควรปรึกษาแพทย์เรื่องยาป้องกันก่อนเดินทาง
อุปกรณ์ที่ควรเตรียมไปเดินย่าติง
1. รองเท้าสำหรับเดินเขา
เลือกรองเท้าที่พื้นยึดเกาะดี กระชับข้อเท้า และใส่จนชินก่อนเดินทาง ไม่แนะนำรองเท้าผ้าใบพื้นเรียบ เพราะบางช่วงอาจลื่นหรือมีหินขรุขระ
2. ไม้เท้าเดินป่า (Trekking Pole)
ช่วยพยุงตัวและลดแรงกดที่เข่า โดยเฉพาะช่วงเดินขึ้นไปยัง ทะเลสาบน้ำนมและทะเลสาบห้าสี ซึ่งมีความสูงมากและใช้แรงค่อนข้างเยอะ
3. เสื้อผ้าแบบ Layer
ย่าติงอากาศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ควรแต่งตัวเป็นชั้น ๆ เช่น
- เสื้อ Heattech หรือเสื้อกันหนาวชั้นใน
- เสื้อ Fleece/Down Jacket
- เสื้อกันลมและกันฝน
- กางเกงขายาวที่เดินสะดวก
ไม่ควรใส่เสื้อหนามากเพียงตัวเดียว เพราะระหว่างเดินอาจร้อน แต่เมื่อหยุดพักอากาศจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว
4. หมวกและถุงมือ
แม้ตอนกลางวันจะมีแดด แต่พื้นที่สูงอุณหภูมิสามารถลดลงมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าและบริเวณใกล้ทะเลสาบ จึงควรมีหมวกไหมพรมและถุงมือบางติดกระเป๋าไว้
5. แว่นกันแดด + ครีมกันแดด
พื้นที่สูงมีรังสี UV ค่อนข้างแรง ควรใส่แว่นกันแดดที่ป้องกัน UV และทาครีมกันแดดเป็นประจำ แม้วันที่มีเมฆมาก
6. กระเป๋าเป้ใบเล็ก
แนะนำประมาณ 15–25 ลิตร สำหรับใส่น้ำ เสื้อกันหนาว อาหารว่าง ยา และของใช้จำเป็น ไม่ควรแบกกระเป๋าหนักเกินไป เพราะระดับความสูงจะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
7. น้ำดื่ม
พกน้ำประมาณ 1–2 ลิตรต่อคน และจิบบ่อย ๆ ระหว่างเดิน ไม่จำเป็นต้องดื่มรวดเดียวในปริมาณมาก
8. อาหารว่างเพิ่มพลังงาน
>เช่น ช็อกโกแลต Energy Bar ถั่ว ลูกอม หรือผลไม้แห้ง เหมาะสำหรับรับประทานระหว่างทางเมื่อรู้สึกหมดแรง
9. ออกซิเจนกระป๋อง/ออกซิเจนพกพา
สามารถพกไว้เป็นอุปกรณ์สำรอง โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องความสูง แต่ไม่ควรใช้แทนการพักหรือการลงจากที่สูงเมื่อมีอาการรุนแรง
10. ยาประจำตัวและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล
ควรพกยาประจำตัว พลาสเตอร์ ยาแก้ปวด และของจำเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางขึ้นพื้นที่สูง
สภาพอากาศอุทยานย่าติงแต่ละฤดู
🌸 ฤดูใบไม้ผลิ : มีนาคม – พฤษภาคม
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศของย่าติงเริ่มอุ่นขึ้นทีละน้อย แต่ยังคงมีอากาศหนาว โดยเฉพาะช่วงเช้าและกลางคืน อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ประมาณ -2 ถึง 12 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับช่วงเดือนและระดับความสูง
เดือนมีนาคมยังค่อนข้างหนาวและในพื้นที่สูงอาจพบหิมะได้ ขณะที่เดือนเมษายนและพฤษภาคมอากาศเริ่มดีขึ้น ธรรมชาติเริ่มกลับมามีสีเขียว และดอกไม้บนพื้นที่สูงเริ่มผลิบาน
สำหรับการแต่งตัว แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาว เสื้อ Fleece หรือเสื้อ Down Jacket รวมถึงเสื้อกันลม เพราะอุณหภูมิในช่วงเช้าและเย็นสามารถลดลงได้มาก
☀️ ฤดูร้อน : มิถุนายน – สิงหาคม
แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่ย่าติงไม่ได้มีอากาศร้อนเหมือนประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาสูง อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 9–18 องศาเซลเซียส
ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่มีฝนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงบ่าย สภาพอากาศสามารถเปลี่ยนจากแดดออกเป็นฝนตกหรือมีหมอกได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดีของการมาเที่ยวในช่วงนี้คือภูเขาและทุ่งหญ้าจะมีสีเขียวสด บริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบมีความสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศภูเขาเขียว ๆ และธรรมชาติที่มีชีวิตชีวา
อย่างไรก็ตาม หากเดินทางช่วงฤดูร้อนควรเตรียม เสื้อกันฝน เสื้อกันลม และรองเท้าที่กันน้ำได้ รวมถึงเสื้อกันหนาวบาง ๆ สำหรับใช้ในช่วงเช้าและบริเวณที่มีระดับความสูงมาก
🍂 ฤดูใบไม้ร่วง : กันยายน – พฤศจิกายน
ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สวยที่สุดของอุทยานย่าติง โดยเฉพาะช่วง ปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม เพราะต้นไม้บนภูเขาจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเหลือง ส้ม และแดง ตัดกับภูเขาหิมะและทะเลสาบสีฟ้า ทำให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของย่าติง
เดือนกันยายนอุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 6–12 องศาเซลเซียส ส่วนเดือนตุลาคมจะลดลงเหลือประมาณ 2–8 องศาเซลเซียส และในเดือนพฤศจิกายนอาจลดลงจนใกล้หรือต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในช่วงเช้าและบริเวณที่สูง
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางในเดือนตุลาคม ควรเตรียม Down Jacket, เสื้อกันลม, เสื้อ Heattech, ถุงมือ และหมวกไหมพรม โดยเฉพาะหากมีแผนเดินรูทยาวไปยังทะเลสาบน้ำนมและทะเลสาบห้าสี เพราะบริเวณดังกล่าวมีระดับความสูงมากกว่า 4,000 เมตร และอากาศจะเย็นกว่าบริเวณด้านล่างอย่างชัดเจน
❄️ ฤดูหนาว : ธันวาคม – กุมภาพันธ์
ฤดูหนาวเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดของย่าติง อุณหภูมิบริเวณเต้าเฉิงอาจอยู่ประมาณ -7 ถึง -1 องศาเซลเซียส และพื้นที่ที่อยู่สูงกว่านี้สามารถหนาวเย็นกว่ามาก
ช่วงเช้าและกลางคืนอุณหภูมิอาจลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และในพื้นที่สูงมีโอกาสพบหิมะและน้ำแข็ง ทำให้การเดินทางและการเดินบนเส้นทางภูเขาต้องเพิ่มความระมัดระวัง
นักท่องเที่ยวที่เดินทางในช่วงนี้ควรเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวแบบเต็มรูปแบบ เช่น เสื้อ Heattech, เสื้อ Fleece, Down Jacket, เสื้อกันลม, ถุงมือ, หมวกไหมพรม และรองเท้าที่มีพื้นยึดเกาะดี
นอกจากนี้ควรตรวจสอบสภาพอากาศและสถานะการเปิดให้บริการของเส้นทางต่าง ๆ ก่อนเดินทาง เพราะสภาพหิมะและสภาพถนนบนพื้นที่สูงอาจส่งผลต่อการเดินทางได้
🏔️ อุณหภูมิระหว่างวันแตกต่างกันมาก
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเดินทางไปย่าติงคือ ไม่ควรดูเฉพาะอุณหภูมิของเมืองเต้าเฉิงหรือบริเวณที่พัก เพราะเมื่อเข้าสู่อุทยานและเดินขึ้นไปยังพื้นที่สูง อุณหภูมิจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บริเวณที่พักหรือเมืองรอบอุทยานอาจมีอุณหภูมิที่รู้สึกสบาย แต่เมื่อขึ้นไปยัง ทุ่งหญ้าลั่วหรง ทะเลสาบน้ำนม และทะเลสาบห้าสี ซึ่งอยู่สูงกว่า 4,000 เมตร อากาศจะเย็นกว่าและมีลมแรงกว่า
นอกจากนี้ แม้ในวันที่มีแดด อากาศบนพื้นที่สูงก็ยังสามารถหนาวได้ และเมื่อมีลมจะทำให้รู้สึกเย็นกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ ดังนั้นการแต่งตัวแบบ Layer จึงเหมาะที่สุด เพราะสามารถถอดหรือเพิ่มเสื้อผ้าได้ตามสภาพอากาศระหว่างวัน